วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

วิถีชีวิตชุมชนกับผ้าไหมเมืองสุรินทร์
              ที่บ้านท่าสว่าง ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ ไปทางทิศเหนือประมาณ ๘ ก.ม. ตามถนนสาย สุรินทร์ - เมืองลีง มีการ ทอผ้ายกทองโบราณ สร้างความมหัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผ้าที่ทอจากฝึมือมนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเรา ๆ ความสวยงามของผ้ายกทองโบราณ เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นของ อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ลูกหลานชาวบ้านท่าสว่างนั่นเอง ซึ่งได้แนวความคิดจากการใช้ลายผ้าโบราณ มาผสมผสานกับลายจำหลักที่ปรากฏอยู่ตามปราสาทขอมในท้องถิ่นอีสาน ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของคนสุรินทร์ ออกแบบเป็นลายผ้าไหมใหม่ เรียกว่าผ้ายกทองโบราณ สวยงามประหนึ่งว่าเกิดจากการเนรมิตของเทพเจ้าการออกแบบลายแต่ละลาย ใช้เวลาออกแบบ เขียนแบบ เก็บตะกอนานถึง ๒ - ๓ เดือน ในด้านการทอผ้าแต่ละผืนก็ต้องใช้เวลาทอ ๑-๓ เดือน/ผืน จึงจะเสร็จต้องใช้ช่างทอประจำกี่แต่ละกี่ ๔ คนขึ้นไป ค่อย ๆ ทอได้ ๕-๗ เซนติเมตร/วัน ผ้าแต่ละผืนทอจากเส้นไหมที่ย้อมจากสีธรรมชาติยกเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามจินตนาการด้วยดิ้นทองของอินเดีย ซึ่งไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด
                อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้คิดค้นลายผ้ายกทองโบราณ เป็นลูกหลานชาวบ้านท่าสว่าง สำเร็จการศึกษาด้านศิลปะประจำชาติจากสถาบัน เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่างกรุงเทพ ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่ศูนย์ศิลปาชีพสวนจิตลดา ได้มีโอกาสรับสนองใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทอผ้าฉลองพระองค์ มีตะกอลายถึง ๑,๔๑๘ ตะกอ ทอผ้าลายหิ่งห้อยชมสวนให้ภริยาเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มีตะกอลาย ๓๖๐ ตะกอ ซึ่งถือว่าเป็นผ้าชั้นสูงที่คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้ใช้  


      

                   แต่สำหรับวิถีชีวิตของชุมชน โดยปกติก็ยังนิยมใช้ผ้าไหมในชีวิตประจำวันผ้ากันโดยทั่วไป ซึ่งผ้าไหมเมืองสุรินทร์ มีลักษณะโดดเด่นด้วยลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ได้รับอิทธิพลมาจากเขมร จะมีความแตกต่างจากผ้าไหมทั้วไปอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกความเป็นผ้าไหมเมืองสุรินทร์ ด้วยเหตุนี้ลายดอก ลายขิด มัดหมี่จึงไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังนิยมใช้ไหมหนึ่ง หรือ ไหมน้อยที่เขมรเรียกว่า"โซดซัจ" (ไหมเนื้อใน) เป็นซึ่งเป็นเนื้อไหมชั้นในที่มีเส้นไหมเส้นเล็กละเอียด นุ่ม เงางาม มีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งกว่าจะได้ต้องสาวไหมจากเปลือกไหมที่ปุ่มปมมาก เรียกว่าไหมสาม ไหมสอง เสียก่อนจะมาเป็นไหมหนึ่ง
                  ส่วนการย้อมสี ยังนิยมใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีแดงจากเปลือกประดู่ ครั่ง รากยอป่า มะไฟ สีเหลืองจากหัวขมิ้นชัน เปลือกปะโหด รวมถึงการทอที่มีความแน่น ใช้ความประณีตละเอียดอ่อนในการทอ รวมถึงการผสมผสานลวดลายต่างๆ เข้าด้วยกัน หมู่บ้านที่เป็นแหล่งทอผ้าสำคัญนอกจากบ้านท่าสว่าง คือ บ้านเขวาสินรินทร์ กิ่ง อ.เขวาสินรินทร์ บ้านจันรม ต.ตาอ๊อง อ.เมือง และบ้านสวาย ต.สวาย อ.เมือง         

                  ในหมู่บ้านผ้าไหมสุรินทร์ โดยทั่วไปนั้น ถือว่าผ้าโฮลเป็นผ้าไหมที่ดีที่สุด โฮล คือ ไหมมัดหมี่ แต่พิเศษแตกต่างจากมัดหมี่ทั่วไปตรงการคัดเลือกเส้นไหม การมัดย้อม การทอส่วนใหญ่ประกอบด้วยสีเทา แดง ขาว เขียว และเหลือง ว่ากันว่าผ้าโฮลของแท้นั้น ถ้านำไปรองน้ำ น้ำจะไม่รั่ว คนสุรินทร์แต่โบราณนิยมทอผ้าโฮลมอบไว้เป็นมรดกเฉพาะทายาทคนพิเศษที่สุด เนื่องจากต้องลงทุน ลงแรง และใช้เวลานานชาวบ้านมักนำมาใช้เฉพาะในโอกาสสำคัญๆ เช่น งานแต่งงานบุญ เท่านั้น
                    ผ้าอัมปรมเป็นผ้ามัดหมี่สองทาง ที่มีการมัดหมี่ทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เมื่อทอแล้วจะเป็นลายตารางเล็กๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสุรินทร์ ส่วนมัดหมี่ลายอื่นๆ ก็มีทั้งลายหมี่โคม หมี่ลายกนก เช่น พุ่มข้าวบิณฑ์ ลายพระตะบอง ลายพนมเปญ มัดหมี่ลายโบราณ เช่น ลายเวสสันดรชาดก ลายนครวัด-นางรำ
                    ผ้าไหมยกดอก ทอลวดลายเพิ่มเข้าไปในเนื้อผ้าเพื่อทำให้ผ้าทั้งสองด้านมีลวดลายต่างกันด้านหนึ่งคมช้ดและเรียบ อีกด้านมีลวดลายหยาบ เช่น ลายลูกแก้ว ลายดอกจัน ลายดอกพิกุล 
                    ผ้าขาวม้าไหม เรียกว่า สไบเปราะฮ์ เป็นผ้าลายทางยาวทางบางหมู่บ้านจะมีการทอยกขิตลายช้าง ลายม้า ที่เชิง

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เด็กหนี้เรียน

 
 ภาพของเด็กนักเรียนหญิงชาย 78 คน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายหนีโรงเรียนไปเที่ยวสวนสัตว์ถูกจับได้ สื่อมวลชนนำเสนอข่าวนักเรียนเอากระเป๋าหนีบปิดป้องหลบหนีไม่ให้เห็นหน้า หลายคนบอกว่าไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง แฟนบ้าง จับกันเป็นคู่ขาสั้น คอซอง บางคนบอกเบื่อครู เรียนทั้งวัน เครียดกดดันเนื้อหาไม่น่าสนใจ และอื่นๆ ผู้บริหารโรงเรียนมารับเด็กแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ บอกว่าโรงเรียนทำได้อย่างมากแค่ว่ากล่าวตักเตือน ลงโทษเฆี่ยนตีไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสิทธิเด็ก

          วันต่อๆ มาก็มีการไปจับเด็กตามสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ร้านเกม ซึ่งก็พบเด็กหนีโรงเรียนจำนวนมากแทบทุกแห่งทั่วไป ทั้งๆ ที่โรงเรียนเพิ่งเปิดได้เพียง 2 - 3 สัปดาห์ เด็กน่าจะยังต้องการไปโรงเรียนหลังปิดเทอมมายาวนาน อยากมาพบเพื่อนเก่าใหม่ ครูประจำชั้น มาเรียนวิชาที่สนใจ กิจกรรมที่รวมตัวกัน เป็นต้น

          ทำไมเด็กไม่ชอบโรงเรียน หนีเรียน ไม่มีความสุขในโรงเรียน น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันทีเดียว มุมมองในอดีต เรามักจะโทษการหนีโรงเรียนไปเที่ยวข้างนอกว่า เป็นเด็กเกเร ไม่รักดี ขี้เกียจ ขาดความรับผิดชอบ เอาแต่เที่ยวเตร่ เป็นปัญหาพฤติกรรมของเด็กเป็นหลัก
   เกิดอะไรขึ้นจากสภาพสังคมไทย โรงเรียนมิใช่คำตอบ สถาบันที่เตรียมสร้างและหล่อหลอมเด็กไทยให้มีคุณภาพต่อไปใช่หรือไม่ ครูดูแลเด็กเพิ่มมากขึ้น ลดลง หรือทำภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า เด็กทำผิดเกิดจากเรียกร้องสิทธิเด็กมากเกินไปหรือเปล่า ผู้เขียนจะพยายามอธิบายปรากฏการณ์เด็กหนีโรงเรียนตามข้อค้นพบจากงานวิจัยดังต่อไปนี้
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเปลี่ยนบทบาทไป ครูทุ่มเท เอาใจใส่ ช่วยติดตามแก้ไขปัญหา ตักเตือนดุด่าว่ากล่าว เฆี่ยนตีลดลง ครูถอยมาก้าวหนึ่งของวิชาชีพ ดูแลเด็กตามบทบาทหน้าที่ (Function) ที่ได้รับกำหนดมา คือ สอนหนังสือให้ครบตามคาบเวลา ตักเตือนเด็กให้ตั้งใจเรียน มีความประพฤติเหมาะสม ถ้าต้องลงโทษเฆี่ยนตีทำไม่ได้ เมื่อเตือนแล้วไม่เชื่อฟังก็ต้องเป็นเรื่องของเด็กและครอบครัวจัดการกันเอง ความสัมพันธ์ในเชิงกัลยาณมิตรกับศิษย์จึงลดลง
     พ่อแม่ควรลดเวลาการทำงานลง ทุกวันมีกิจกรรมร่วมกัน เวลาคุณภาพ 20 - 30 นาที พูดคุยกับลูก การสร้างอัตลักษณ์ อนาคตที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็น เสริมแกร่งความมุ่งมั่น หัดให้เด็กช่วยงานบ้าน รู้จักการทำงานและอดทน หมั่นกอดลูกทุกวัน รู้จักสังคมเพื่อนของลูกทุกคน
 การหนีเรียนยังมีสาเหตุอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น มีปัญหากับเพื่อน ครูบางคน ผู้บริหารที่เข้มงวดจนเกินไป และอื่นๆ การแก้ไข คือ โรงเรียนต้องมีบรรยากาศที่ร่มรื่น ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ผู้บริหารกล้าคิดนอกกรอบ เปิดโรงเรียนให้ระบบหลักสูตรเกิดความเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ภายนอกมากยิ่งขึ้น มีโครงงาน กิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายตามความสนใจ ครูกับพ่อแม่พูดคุยปรึกษาหารือกัน แก้ปัญหาและให้คำแนะนำเป็นรายบุคคลได้ สอนเด็กให้รู้จักสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึก เติมเต็มในเรื่องทักษะชีวิตและภูมิต้านทาน
โลกนอกห้อง (เรียน) ของเด็กนอกกรอบ
โรงเรียนไม่ใช่คุก แต่ทำไม..เด็กถึงต้องปีนกำแพง สาเหตุและปัญหาการโดดเรียนของเด็กเริ่มต้นขึ้น ที่ตรงไหน การตามเข้าไปในโลกของอิงอิง ในตอนเด็กหนีเรียน 1-2 อาจทำให้เราได้คำตอบถึงสาเหตุการโดดเรียนของเด็กเพียงกลุ่มเดียว หลุมดำคืนวันเสาร์นี้ จะเป็นการสะท้อนปัญหาจากกลุ่มเด็กนักเรียนหลายๆ กลุ่ม จากหลายระดับโรงเรียน ทั้งโรงเรียนทั่ว ไป จนกระทั่งไปถึงโรงเรียนเก่าแก่ เกรดเอ ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ความจริงมันๆ จากปากคำของนักเรียนหลายคนในเด็กหนีเรียน / 3 อาจเป็นการตั้งโจทย์ ให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายได้ช่วยกันขบคิด ถึงระบบการศึกษาแผนใหม่ ที่กระทรวงศึกษาและรัฐบาลภูมิใจนำเสนอ สามารถทำให้เด็กมีส่วนร่วมได้จริงหรือไม่ หรือกลายเป็นกรอบกักกัน ที่ส่งผลให้เด็กยิ่งพากันต่อต้านและแหกกรอบ ฟังเสียงสะท้อนจากเด็ก ที่ส่งสาร์นไปถึงครู ถึงรูปแบบการการเรียนการสอน ควมสัมพันธ์ระหว่าง ครูกับศิษย์ที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย จนเหลือแค่รูปแบบความสัมพันธ์ ที่กลายเป็นเพียงผู้เรียนกับผู้สอน มีผลต่อการโดดเรียนหรือความตั้งใจเรียนของเด็กหรือไม่ การให้คุณค่าต่อการศึกษา และการเรียนรู้ที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวเกิดจากอะไร ความเบื่อหน่ายต่อระบบการเรียนการสอนในห้องเรียนของเด็ก ความเป็นไม้เบื่อไม้เมา และการมีทัศนคติเชิงลบต่อครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา น่าจะเป็นกระจกเงาบานใหญ่ ที่จะทำให้เกิดการตั้ง คำถามได้ว่า ที่แท้แล้ว หลุมดำทางปัญญา เริ่มต้นขึ้น ณ ที่ใด ในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่เพาะพันธ์ทางปัญญา หรือครู ที่เป็นผู้บ่มเพาะพืชพันธ์ทางปัญญา หรือ จากรากฐานทางปัญญา ที่เกิดขึ้นจากการวางระบบการศึกษาของสังคมไทย ค้นหาคำตอบได้ ในเด็กหนีเรียน