วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เด็กหนี้เรียน

 
 ภาพของเด็กนักเรียนหญิงชาย 78 คน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายหนีโรงเรียนไปเที่ยวสวนสัตว์ถูกจับได้ สื่อมวลชนนำเสนอข่าวนักเรียนเอากระเป๋าหนีบปิดป้องหลบหนีไม่ให้เห็นหน้า หลายคนบอกว่าไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง แฟนบ้าง จับกันเป็นคู่ขาสั้น คอซอง บางคนบอกเบื่อครู เรียนทั้งวัน เครียดกดดันเนื้อหาไม่น่าสนใจ และอื่นๆ ผู้บริหารโรงเรียนมารับเด็กแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ บอกว่าโรงเรียนทำได้อย่างมากแค่ว่ากล่าวตักเตือน ลงโทษเฆี่ยนตีไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสิทธิเด็ก

          วันต่อๆ มาก็มีการไปจับเด็กตามสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ร้านเกม ซึ่งก็พบเด็กหนีโรงเรียนจำนวนมากแทบทุกแห่งทั่วไป ทั้งๆ ที่โรงเรียนเพิ่งเปิดได้เพียง 2 - 3 สัปดาห์ เด็กน่าจะยังต้องการไปโรงเรียนหลังปิดเทอมมายาวนาน อยากมาพบเพื่อนเก่าใหม่ ครูประจำชั้น มาเรียนวิชาที่สนใจ กิจกรรมที่รวมตัวกัน เป็นต้น

          ทำไมเด็กไม่ชอบโรงเรียน หนีเรียน ไม่มีความสุขในโรงเรียน น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันทีเดียว มุมมองในอดีต เรามักจะโทษการหนีโรงเรียนไปเที่ยวข้างนอกว่า เป็นเด็กเกเร ไม่รักดี ขี้เกียจ ขาดความรับผิดชอบ เอาแต่เที่ยวเตร่ เป็นปัญหาพฤติกรรมของเด็กเป็นหลัก
   เกิดอะไรขึ้นจากสภาพสังคมไทย โรงเรียนมิใช่คำตอบ สถาบันที่เตรียมสร้างและหล่อหลอมเด็กไทยให้มีคุณภาพต่อไปใช่หรือไม่ ครูดูแลเด็กเพิ่มมากขึ้น ลดลง หรือทำภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า เด็กทำผิดเกิดจากเรียกร้องสิทธิเด็กมากเกินไปหรือเปล่า ผู้เขียนจะพยายามอธิบายปรากฏการณ์เด็กหนีโรงเรียนตามข้อค้นพบจากงานวิจัยดังต่อไปนี้
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเปลี่ยนบทบาทไป ครูทุ่มเท เอาใจใส่ ช่วยติดตามแก้ไขปัญหา ตักเตือนดุด่าว่ากล่าว เฆี่ยนตีลดลง ครูถอยมาก้าวหนึ่งของวิชาชีพ ดูแลเด็กตามบทบาทหน้าที่ (Function) ที่ได้รับกำหนดมา คือ สอนหนังสือให้ครบตามคาบเวลา ตักเตือนเด็กให้ตั้งใจเรียน มีความประพฤติเหมาะสม ถ้าต้องลงโทษเฆี่ยนตีทำไม่ได้ เมื่อเตือนแล้วไม่เชื่อฟังก็ต้องเป็นเรื่องของเด็กและครอบครัวจัดการกันเอง ความสัมพันธ์ในเชิงกัลยาณมิตรกับศิษย์จึงลดลง
     พ่อแม่ควรลดเวลาการทำงานลง ทุกวันมีกิจกรรมร่วมกัน เวลาคุณภาพ 20 - 30 นาที พูดคุยกับลูก การสร้างอัตลักษณ์ อนาคตที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็น เสริมแกร่งความมุ่งมั่น หัดให้เด็กช่วยงานบ้าน รู้จักการทำงานและอดทน หมั่นกอดลูกทุกวัน รู้จักสังคมเพื่อนของลูกทุกคน
 การหนีเรียนยังมีสาเหตุอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น มีปัญหากับเพื่อน ครูบางคน ผู้บริหารที่เข้มงวดจนเกินไป และอื่นๆ การแก้ไข คือ โรงเรียนต้องมีบรรยากาศที่ร่มรื่น ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ผู้บริหารกล้าคิดนอกกรอบ เปิดโรงเรียนให้ระบบหลักสูตรเกิดความเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ภายนอกมากยิ่งขึ้น มีโครงงาน กิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายตามความสนใจ ครูกับพ่อแม่พูดคุยปรึกษาหารือกัน แก้ปัญหาและให้คำแนะนำเป็นรายบุคคลได้ สอนเด็กให้รู้จักสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึก เติมเต็มในเรื่องทักษะชีวิตและภูมิต้านทาน
โลกนอกห้อง (เรียน) ของเด็กนอกกรอบ
โรงเรียนไม่ใช่คุก แต่ทำไม..เด็กถึงต้องปีนกำแพง สาเหตุและปัญหาการโดดเรียนของเด็กเริ่มต้นขึ้น ที่ตรงไหน การตามเข้าไปในโลกของอิงอิง ในตอนเด็กหนีเรียน 1-2 อาจทำให้เราได้คำตอบถึงสาเหตุการโดดเรียนของเด็กเพียงกลุ่มเดียว หลุมดำคืนวันเสาร์นี้ จะเป็นการสะท้อนปัญหาจากกลุ่มเด็กนักเรียนหลายๆ กลุ่ม จากหลายระดับโรงเรียน ทั้งโรงเรียนทั่ว ไป จนกระทั่งไปถึงโรงเรียนเก่าแก่ เกรดเอ ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ความจริงมันๆ จากปากคำของนักเรียนหลายคนในเด็กหนีเรียน / 3 อาจเป็นการตั้งโจทย์ ให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายได้ช่วยกันขบคิด ถึงระบบการศึกษาแผนใหม่ ที่กระทรวงศึกษาและรัฐบาลภูมิใจนำเสนอ สามารถทำให้เด็กมีส่วนร่วมได้จริงหรือไม่ หรือกลายเป็นกรอบกักกัน ที่ส่งผลให้เด็กยิ่งพากันต่อต้านและแหกกรอบ ฟังเสียงสะท้อนจากเด็ก ที่ส่งสาร์นไปถึงครู ถึงรูปแบบการการเรียนการสอน ควมสัมพันธ์ระหว่าง ครูกับศิษย์ที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย จนเหลือแค่รูปแบบความสัมพันธ์ ที่กลายเป็นเพียงผู้เรียนกับผู้สอน มีผลต่อการโดดเรียนหรือความตั้งใจเรียนของเด็กหรือไม่ การให้คุณค่าต่อการศึกษา และการเรียนรู้ที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวเกิดจากอะไร ความเบื่อหน่ายต่อระบบการเรียนการสอนในห้องเรียนของเด็ก ความเป็นไม้เบื่อไม้เมา และการมีทัศนคติเชิงลบต่อครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา น่าจะเป็นกระจกเงาบานใหญ่ ที่จะทำให้เกิดการตั้ง คำถามได้ว่า ที่แท้แล้ว หลุมดำทางปัญญา เริ่มต้นขึ้น ณ ที่ใด ในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่เพาะพันธ์ทางปัญญา หรือครู ที่เป็นผู้บ่มเพาะพืชพันธ์ทางปัญญา หรือ จากรากฐานทางปัญญา ที่เกิดขึ้นจากการวางระบบการศึกษาของสังคมไทย ค้นหาคำตอบได้ ในเด็กหนีเรียน